Songkla-Kota Bharu-Redung on 20-21 Sep 2008

Trip Sailing Songkla-Kota Bharu, 20-21 Sep 08



เช้าวันที่ 20 กันยายน 2551 ท่าเทียบเรือ สงขลา ฝนยังตกพรำๆ ประมาณ 8 โมงเช้า หลังจากที่ ทุกคน เสร็จสรรพจาก กาแฟ อาหารเช้ากันแล้ว กัปตันไก่ ง่วนกับการติดต่อไปทางภูเก็ต เรื่องการโอนเงิน สำรอง ค่าน้ำมัน ค่าอาหารและค่าเสบียง มาให้ ไว้สำรองใช้จ่าย ระหว่างการเดินทางผ่าน ประเทศ มาเลเซีย ได้รับคำตอบกลับมาว่า คนเซ็น อนุมัติ การเบิกจ่าย ไม่อยู่ จะเข้ามา บริษัท ตอนบ่าย กัปตันไก่ บ่นพึม อย่างหัวเสีย แน่นอน ความล่าช้าจากสาเหตุอะไรก็ตาม เวลาของการเดินทาง ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นหลายวัน แต่ราคาค่าจ้าง ยังเท่าเดิม เขาย่อมเสียประโยชน์ แต่จำเป็นต้องรอ เพราะ เงินบาท แลกเป็นเงิน ริงค์กิต ในประเทศไทย จะได้ราคาสูงกว่า เอาเงินบาท แลกเป็นเงิน ริงค์กิต ในประเทศ มาเลเซีย ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไม? อัตราการแลกเปลี่ยน จึงเป็นแบบนี้

เป็นอันว่า เช้า ถึงเที่ยงของวันนี้ กัปตันไก่ อนุญาตให้ใคร ไปทำอะไร ที่ไหนก็ได้ แต่ให้กลับมาถึงเรือก่อนบ่ายโมง

สายหน่อยฝนซาเม็ด แต่ฟ้ายังครึ้ม บังใจกับคุณบันเทิง ชวนกันไป หาดใหญ่ กัปตันไก่, บังหมานกับยุทธ อยู่เรือ ส่วนผม ตั้งใจจะไปตัวเมืองสงขลา เพื่อหาซื้อหนังสือ ไว้อ่านฆ่าเวลา ช่วงที่เรือแล่นอยู่ในทะเล

หลังจากที่ บังใจกับคุณบันเทิง ขึ้นจากเรือไปประมาณครึ่งชั่วโมง ผมก็ขึ้นจากเรือมาเดินเกร่ มองหา มอเตอร์ไซต์ รับจ้างบนท่าเรือ ประมาณ 15 นาที ไม่มีผ่านมา สักคัน มองหารถโดยสารประจำทางก็ไม่มี เลยเดินไปเรื่อยๆ กะว่าเจอคุณเสื้อกั๊กตรงไหน จะเรียกตรงนั้น สุดท้ายผมเดินจนมองเห็นตัวตลาดสงขลา ก็เลยเดินจนถึง ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง เล่นเอาเหงื่อซึมทีเดียว

ผมเกร่อยู่ในย่านการค้าสงขลา จนเที่ยงเศษ ได้หนังสือมา สองเล่ม จึงเรียกคุณเสื้อกั๊กสีแดง คันหนึ่ง เพื่อให้ไปส่งที่ท่าเรือ สอบถามราคา คุณพี่แกบอก 50 บาท ผมตอบตกลง โดยไม่กล้าต่อรอง แล้วคุณพี่แกก็พาผมลัดเลาะ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ไม่ถึงสิบนาที ถึงท่าเรือ

เมื่อผมมาถึงเรือ กัปตันไก่ ขึ้นบกไปก่อนแล้ว สักพัก คุณบันเทิงกับบังใจ ก็มาถึง หอบข้าวของ พะรุงพะรัง มาหลายอย่าง บอกว่าซื้อจากหาดใหญ่ ไปฝากภูเก็ต และเมื่อพวกเราลูกเรือ พร้อมหน้ากันแล้ว ก็ตกลงกันว่า จะกินข้าวเที่ยงกันก่อน โดยไม่รอ กัปตันไก่

บ่าย 2 โมงเศษ กัปตันไก่ มาถึงเรือ และบอกให้พวกเราเตรียมตัวออกเรือ พวกเราทุกคนเข้าประจำตำแหน่ง ตามหน้าที่ อย่างรวดเร็ว เพราะเริ่มเบื่อท่าเรือสงขลา ที่ไม่มีอะไร ให้บันเทิง เริงใจเลย

บังหมาน ลงห้องเครื่อง สตาร์ทเครื่องยนต์กระหึ่มขึ้นทันที บังใจ เตรียมปลดเชือกหัว คุณบันเทิง เชือกท้าย ยุทธ ดูกราบขวา ส่วนผม เตรียมยก ลูกยางกันกระแทกข้างแคมเรือ ด้านซ้าย กัปตันไก่ เข้าตำแหน่งกัปตัน ตรวจเช็ค เข็มทิศเดินเรือ และ เครี่อง GPS เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย กัปตันไก่ สั่งปลดเชือก แล้วเร่งเครื่องยนต์ เบนหัวเรือตีวงเลี้ยวขวาออกสู่ร่องน้ำ ผ่านโป๊ะดักปลา ที่เรือเกือบจะชนเอาเมื่อวานนี้ ผ่านท่าเรือ เฟอร์รี่ วิ่งระหว่าง สงขลากับหัวเขาแดง ซึ่งยังได้รับความนิยมการใช้บริการ จากผู้เดินทางสัญจร ไป มา ทั้งรถเล็ก รถใหญ่อย่างคับคั่ง แม้จะมีสะพาน เปรม ติณสูลานนท์ ที่สร้างข้ามทะเลสาบ สงขลา ผ่านทางเกาะยอ มาหลายปีแล้วก็ตาม


ออกจากท่าเทียบเรือสงขลา ผ่านเฟอรี่ สงขลา-หัวเขาแดง
--------------------------------------------

ผ่านท่าเทียบเรือสินค้าสงขลา เรือน้ำมัน และเรือบรรทุกสินค้าต่างๆ ที่ทิ้งสมอ รอคิวเทียบท่า อยู่หลายลำ ตรงดิ่งมุงหน้าออกสู่ปากอ่าวสงขลา ผ่านเกาะหนู เกาะแมวแล้วหันหัวเรือลงใต้ตั้งเข็ม พล๊อตแรกไปยัง รัฐ โกตาบารู(Kota Bharu) ประเทศมาเลเซีย ขณะที่ฟ้ายังฉ่ำฝน


มุ่งสู่ปากอ่าว
-------------------------------

ผ่านท่าเทียบเรือสินค้าสงขลา
---------------------------------

กัปตันไก่ พล็อตเข็มลงใต้เฉียงไปทางตะวันออก ตามรูปแผนที่แหลมมาลายู โดยวางเส้นทางการเดินเรือ ห่างจากฝั่งประมาณ 15 ไมล์ทะเล ซึ่งหากมองจากเรือไปทางทิศตะวันตก ก็จะเห็นแนวสีเทารางๆ ของภูเขาเท่านั้น

พล็อตเข็มนี้จะผ่าน จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส จุดหมายแรกคือนอกชายฝั่งรัฐโกตาบารู(Kota Bharu) ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีเขตติดต่อกับ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยมีแม่น้ำตากใบเป็นเส้นแบ่งเขตแดน

กัปตันไก่แล่นด้วยเครื่องยนต์ เต็มสปีด ด้วยความเร็ว 5 น๊อต เมื่อเจอคลื่นลูกใหญ่ๆ ซ้อนมาครั้งล่ะหลายระลอก ทำเอาเรือหยุดอยู่กับที่เดินหน้าไม่ได้ บางครั้งรู้สึกว่าเรือจะถอยหลังกรูดๆเสียด้วยซ้ำ นี่ว่าขนาดเบาะๆ ถ้าเจอเข้าจังๆ คงต้องเดินหน้า 2 ถอยหลัง 3 แน่ๆ เฮ้อ.....ปีหน้าจะถึงภูเก็ตหรือเปล่า ยังไม่รู้.?

เกือบค่ำ ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เราเพิ่งจะเข้าเขต จ.ปัตตานี และเมื่อเราเสร็จจากอาหารเย็นของวันนี้ ฟ้าก็มืดพอดี เริ่มมองเห็นแสงไฟระยิบระยับ จากเรือปั่นไฟ ไกลออกไปทางทิศตะวันออก ของเรือ

อันว่าเรือปั่นไฟนี้ เป็นเรือประมง ที่ติดดวงไฟวัตต์สูงๆ คล้าย สปอร์ตไลท์ ห้อยระโยงระยาง ไว้รอบลำเรือ ลำหนึ่งไม่น้อยกว่า 10 ดวง เพื่อล่อให้ฝูงปลาเข้ามาเล่นไฟ หลังจากนั้นก็จะวิทยุเรียกให้เรือจับปลา (เรียกกันโดยทั่วไปว่าเรืออวนล้อม) เข้ามาทำการใช้อวนล้อมจับเอาปลา แล้วนำเข้าฝั่งไป ส่วนเรือปั่นไฟ ก็ย้ายไปหาตำแหน่งใหม่ ที่มีฝูงปลาต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดคืนเดือนมืดของข้างแรม จึงจะกลับเข้าฝั่ง รวมแล้วเดือนหนึ่ง ต้องอยู่กลางทะเลไม่ต่ำกว่า 15 หรือ 20 วัน สำหรับเสบียง อาหาร น้ำจืด จะมีเรือจากฝั่งนำมาส่งให้

นับเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความทรหดอดทนเป็นอย่างสูงอาชีพหนึ่ง แต่ไม่มีใครพูดถึงบ่อยนัก นอกจากว่าเมื่อเรือโดนพายุพัดจมลงหรือถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศอื่นจับตัวไป แล้วโชคดีรอดกลับมาได้ นั่นแหละถึงจะมีข่าว มีคราว ให้ได้ รู้ได้เห็นกันบ้าง

ยิ่งคึก ก็ยิ่งเห็นแสงไฟจากเรือปั่น หนาแน่นมากขึ้น เพราะเข้าใกล้เขตน่านน้ำมาเลเซียเข้าไปทุกที ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า มีปลาชุกชุม

ผมหลับไปตอนไหน ก็จำไม่ได้ จนตีสี่ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา รับเวรถือท้ายเรือ จนถึง 6 โมงเช้า

---------------------------------------------------------------

21 ตุลาคม 2551 เข้าเขตรัฐ โกตาบารู

เช้าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ทัศนวิสัยเจิดจ้า ทะเลเรียบ ลมพัดอ่อนๆ ไม่มีเค้าเมฆฝน เราเข้าเขตรัฐ โกตาบารู (Kota Bharu) ประเทศมาเลเซีย มาพอสมควร ทะเลย่านนี้ ไม่มีเรือประมง ไม่มีเรือบรรทุกสินค้า แล่นให้เห็น มองไปทางไหน เห็นแต่ทะเลเวิ้งว้าง ไม่มีอะไรจริงๆ นอกจากเรือของเราเพียงลำเดียว (ผมเริ่มนึกถึงโจรสลัด)

กัปตันไก่ เริ่มพล็อต เส้นทางใหม่ ตั้งเข็มไปที่ เกาะ เรดัง (Redung) ซึงอยู่ห่างจากชายฝั่ง รัฐโกตาบารู พอสมควร

กัปตันไก่ บอกว่าถ้าสภาพอากาศแบบนี้ ความเร็วขนาดนี้ และไม่มีความผิดพลาดทางเทคนิคใดๆ เราจะถึง เกาะ เรดัง ประมาณบ่าย 3 หรือ 4 โมงเย็น ของวันนี้ และจะทิ้งสมอค้างคืนที่นั่น เพื่อพักเรือและพักคน

เรือแล่นฝ่าความเวิ้งว้างของทะเลมา จนกระทั่ง บ่าย 3 โมงเศษ เริ่มมองเห็นเกาะเล็กๆ อยู่ทางซ้ายของหัวเรือ กัปตันไก่ เข้าทำหน้าที่ถือท้ายแทน ยุทธ เพื่อนำเรือเข้าหาชายฝั่งของเกาะที่มองเห็นหาดทรายขาวอยู่ลิบๆ

ประมาณ 20 นาที กัปตันไก่ นำเรือเข้าหา ทุ่นผูกเรือ (mooring) บังใจ จัดการผูกเชือกหัวเรือกับทุ่นเสร็จเรียบร้อย กัปตันไก่ ปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงาน อีกประมาณ 15 นาทีจึงบอกให้ บังหมาน ดับเครื่องได้


ชายหาด เกาะ เรดัง
------------------------------------

เป็นอันว่า เรามาถึง เกาะ เรดัง (Redung) ตามเวลาที่ กัปตันไก่ กำหนดไม่คลาดเคลื่อน ผมเก็บภาพมุมต่างๆ และสำรวจสภาพของเกาะไปในตัว ตามสายตาของผม ประมาณขนาดของเกาะ เรดัง ไม่ใหญ่กว่า เกาะเฮ หรือ คอรัลไอแลนด์ ที่อยู่ในอ่าวฉลอง ของเกาะภูเก็ต

บนเกาะด้านที่เราจอดเรือเป็นฝั่งตะวันตกของเกาะ มี รีสอร์ท และ บังกะโล ซัก 2-3 ที่ บนหาด มีฝรั่ง เข้าใจว่าเป็นนักท่องเที่ยว เดินเล่นอยู่หลายคน แต่ในทะเลริมหาด คงเล่นน้ำไม่ได้ เพราะมีโขดหินและแนวปะการัง ตลอดชายหาด

ทีมงานเดนตาย
--------------------------------------------

คุณบันเทิง กับ บังใจ ลงมือปฏิบัติการ เหวี่ยงเบ็ด ตกปลาทันที่ ปลากินเบ็ดดีมาก แต่เป็นปลา ขี้ตังและปลาเก๋าตัวเล็กๆ เป็นเพราะน้ำไม่ลึก และปะการังมาก จึงไม่มีปลาใหญ่

ปลาชุมมาก คุณบันเทิง ต้องให้ บังหมานช่วย
-----------------------------

ขณะที่พวกเรา กำลังพักผ่อน และตกเบ็ดอยู่นั้น ได้มีเรือเล็กลำหนึ่ง แล่นออกจากฝั่งตรงมาที่เรือเรา มีเด็กหนุ่มๆอยู่ในเรือ 3 คน เรือลำนั้นแล่นวนรอบเรือเรา หนึ่งรอบ แล้วชะลอเครื่อง ลอยลำอยู่ตรงหน้า บังใจ ที่กำลังตกปลา หนึ่ง ใน 3 ตะโกนขึ้นมาเป็นภาษา ยาวี แล้วชี้ไปที่เบ็ด ของบังใจ พร้อมกับทำมือ แบบให้ยกขึ้น กัปตันไก่ มีความรู้ภาษายาวี พอสมควร พูดโต้ตอบ ไป สอง สาม ประโยค พวกนั้นจึงแล่นเรือกลับไป


บังใจเก็บเบ็ด กัปตันไก่นำเรือไปทิศใต้ของเกาะ ก่อนเจอพายุ
--------------------------------------------------

กัปตันไก่ หันมาบอกกับพวกเราว่า พวกนั้น มาบอกไม่ให้ตกปลา บริเวณนี้ เพราะเป็นเขตหวงห้าม ระวังจะโดนจับ แล้วบอก คุณบันเทิง กับบังใจ ให้เก็บเบ็ด และบอกทุกคนว่าเตรียมออกเรือ ไม่จอดตรงนี้แล้ว จะย้ายไปอีกด้านของเกาะ

เกือบซวยแล้ว มั๊ยล่ะ ยังไม่ทันถึงไหน จะติดคุกมาเลเซีย ซะแล้ว เป็นที่รู้กันอยู่ ว่ากฎหมาย มาเลเซีย โทษเขาเฉียบขาด ขนาดไหน ยังโชคดีน่ะ ที่พวกนั้นมาเตือนเสียก่อน เพิ่งจะเข้าเขตมาวันเดียวเฉี่ยวตะรางเข้าไปแล้ว ยังอีกยาวกว่าจะพ้นประเทศนี้ไปได้ ไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร อีกบ้าง

กัปตันไก่ ออกเรือวิ่งช้าๆ อ้อมไปทางด้านทิศใต้ของเกาะ ขณะนั้นเวลาใกล้จะ 6โมงเย็น ทางแนวชายฝั่งทิศตะวันตก มีเมฆฝนหนาทึบ ดำทะมึน เห็นฟ้าแลบ แปลบปลาบ

กัปตันไก่ นำเรือ มาถึงหน้าอ่าวเล็กๆ ทางด้านทิศใต้ของเกาะ มีหน้าผาหิน ขนาบ ชายหาดที่ยาวไม่เกิน 200 เมตร บนฝั่งมองเห็นมีกำแพงสูงใหญ่อยู่ระหว่างโขดหิน ด้านหลังกำแพงลึกเข้าไป น่าจะเป็น รีสอร์ท หรือโรงแรม หรืออะไรซักอย่าง มองเห็นไม่ถนัด

กัปตันไก่ สั่งให้ทิ้งสมอ เพื่อพักที่นี่ซักคืน คุณบันเทิง กับบังใจ ลงมือตกปลาอีกครั้ง มั่นใจว่า ในอ่าวนี้ ต้องมีปลาใหญ่แน่ ๆ แต่ที่ไม่มั่นใจแน่ๆ ก็คือไม่รู้ว่าเขาห้ามตกปลาหรือเปล่า ยุทธ หายลงไปในห้องครัว เพื่อเตรียม อาหารมื้อค่ำของวันนี้

ผม กับ บังหมาน คอยลุ้นสองคนที่กำลังตกปลา กัปตันไก่ ยืนเล็งไปที่ฝั่งแผ่นดินใหญ่ อย่างพินิจพิจารณา ขณะนั้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมที่พัดมาจากฝั่งเริ่มแรงขึ้น และคลื่นเริ่มหยาบขึ้น สมอเรือ เริ่มกาว เรือค่อยๆ ขยับเข้าหาหน้าผา ทีล่ะนิด ทีล่ะนิด ทุกครั้งที่คลื่นกระแทกเข้ามา

ทุกคนไม่ได้ เอะใจ ได้ยินเสียง กัปตันไก่ บอกให้ บังหมานสตาร์ทเครื่อง และสั่งให้เก็บเบ็ด ถอนสมอโดยด่วน ไม่ถึง 5 นาที สมอยังไม่ทันพ้นน้ำ ห่าฝน พร้อมกับลมพายุชุดแรก กระหน่ำจนเรือเอียงวูบ ทุกคนโกลาหล เก็บข้าว เก็บของกันชุลมุน กัปตันไก่เร่งเครื่องเต็มที่ จนเรือสะท้านไปทั้งลำ เพื่อให้พ้นจากหน้าผา ที่ขณะนั้นอยู่ห่างจากท้ายเรือ ไม่เกิน 30 เมตร ความรู้สึกของผมตอนนั้น เหมือนกับว่า เรือไม่ได้เดินหน้า แต่มันถอยหลัง เข้าหาหน้าผาไปเรื่อย ผมเริ่ม ท่องคาถาหลวงปู่ทวด “นะโม โพธิสัตโต อะคันติมายะ อิติ ภะคะวา ๆๆๆๆ”

เกือบ 10 นาที เรือจึงค่อยๆ ขยับ ฝ่าแรงลม ฟันลูกคลื่น ออกมาจากหน้าผา นั้น ทีล่ะนิด ทีล่ะนิด ผมเริ่มโล่งใจ แต่ยังท่องคาถา หลวงปู่ทวดอยู่ กัปตันไก่ บังคับหัวเรือฟันคลื่น เฉียงๆ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มุ่งหน้าเข้าหาแผ่นดินใหญ่ ขณะที่ฝน คลื่น ลม หนักขึ้น ทุกที ทุกคน เปียกโชก จากน้ำฝน และน้ำทะเล ที่คลื่น ซัดขึ้นมา ต่างก็หามุม หาที่ยึดตัว ที่เหนียวแน่น ปลอดภัยที่สุด เพื่อไม่ให้เรือเหวี่ยง ลงไปในทะเล ยุทธ ตะกายขึ้นมาจาก ห้องครัวหน้ายู่ยี่ ผมได้ยินเสียง เพล้ง พล้าง ขึ้นมาจากห้องครัวตลอดเวลา และมั่นใจว่า มื้อค่ำวันนี้ ทุกคน อดข้าวแหง ๆ และไม่รู้ จะอยู่รอด ได้กินข้าว วันพรุ่งนี้ หรือเปล่า?

เรือฟันคลื่น หัวมุดตักน้ำ มาเกือบ 2 ชั่วโมง ทุกทิศ ทุกทาง มืดมิด ได้ยินแต่เสียงลม เสียงคลื่น อื้ออึง โดยไม่มีทีท่า ว่าจะเบาบาง กัปตันไก่ เรียกบังหมาน ให้มาช่วยถือท้ายแทน บอกว่าตัวเองล้าแล้ว แน่นอน เกือบ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา ต้องยืนหมุนพังงาเรือ เพื่อบังคับ ทิศทาง ตลอดเวลา แล้วยังจะต้องฝืนประคองตัว ต่อสู้กับแรงเหวี่ยง ของเรืออีก ถ้าไม่เหนื่อย ไม่ล้า ก็ไม่ใช่คนแล้ว

พวกเรา ต่อสู้กับคลื่น ลม มาเกือบเที่ยงคืน จึงได้เบาบางลง และเริ่มมองเห็น แสงไฟจากบนฝั่ง เลือนราง กัปตันไก่ มารับหน้าที่ นำเรือเข้าหาฝั่ง อีกครั้ง จนกระทั่ง เริ่มมองเห็น แสงไฟ จากตึกราม บ้านช่อง และแสงไฟจากรถ ที่วิ่งอยู่บนฝั่ง จัดเจนขึ้น จึงชะลอเครื่อง และ สั่งให้ ทิ้งสมอ ผมดูเวลา ตี 1 นิดหน่อย เราตะลุย ฝ่าคลื่น ลมมาร่วม 7 ชั่วโมง

เสียงเครื่องยนต์ เงียบสนิท คลื่น ลม สงบ สายฝนยังโปรยปราย ลงมานิดหน่อย ทุกคนช่วยกัน สำรวจตรวจตรา ข้าวของเครื่องใช้ และเก็บเข้าที่ เข้าทาง ในห้องครัว จาน ชาม หม้อ กะทะ ตะหลิว อยู่กันคนล่ะทิศ ละทาง กับข้าวมื้อค่ำ เรี่ยราดอยู่บนพื้น พวกเราช่วยกันคนละไม้ คนละมือ เก็บกวาด เช็ดถู จนทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพเดิม จึงได้กลับขึ้นมานั่ง ชุมนุมกัน บนดาดฟ้า อีกครั้ง โดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องกินข้าว กันเลย บ้าชิ๊บหาย หิวจะตายห่า อยู่แล้ว

กัปตันไก่ บอกทุกคน คืนนี้ นอนที่นี่ พรุ่งนี้ ค่อยไป แค่นั้น แล้วเอนหลังลง สูบบุหรี่ปุ๋ย
----------------------------------------------------------------------